ถ้าพูดถึงเกมที่ทำให้ประโยค “You Died” กลายเป็นประโยคประจำวันของเกมเมอร์ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมี Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน ติดโผแบบหลบไม่พ้น เกมแอ็กชัน RPG ดาร์กแฟนตาซีที่ทั้งโหด ทั้งดิบ แต่แฟร์จนคนเล่นรู้สึกว่า “ตายเพราะกูเองล้วน ๆ ไม่ใช่เพราะเกม” แล้วก็ไปเกิดใหม่หน้าบอนไฟอย่างไม่เข็ด แถมกดเข้าไปตายอีกรอบแบบยิ้มมุมปาก

หลายคนเวลาเล่น Dark Souls 3 หนัก ๆ ตายรัว ๆ จนสมองเริ่มล้า ก็อาจพักจากการม้วนหลบลูกไฟ ไปเปลี่ยนโหมดลุ้นอย่างอื่นบ้าง เช่น ลองเช็กผลบอล ลุ้นกีฬา หรือดูแนวทางความบันเทิงออนไลน์ผ่านเว็บที่คุ้นชื่ออย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากดาบ–มังกร มาเป็นสกอร์–อัตราต่อรอง แต่ไม่ว่าจะลุ้นในโลก Lordran (เอ้ย Lothric) หรือลุ้นนอกจอ สิ่งที่ต้องพกตลอดก็ยังคือ “สติและลิมิต” เหมือนเดิม ตายในเกมยังเกิดใหม่ได้ ตายเพราะใช้อารมณ์นอกเกมนี่ลำบากหน่อย 😅
Dark Souls 3 คือเกมอะไร ทำไมยังน่าเล่นในยุคนี้
Dark Souls 3 คือเกมแอ็กชัน RPG แนวโซลส์จาก FromSoftware ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ทุกวันนี้ยังถูกพูดถึงเรื่อย ๆ เพราะ
- มันคือ “การรวมข้อดีของซีรีส์ Souls” มาอยู่ในภาคเดียว
- เกมเพลย์เร็วขึ้น ลื่นขึ้น แต่ยังคงความยากและความแฟร์ในแบบเดิม
- ดีไซน์โลก บอส ดนตรี และบรรยากาศ รวมกันแล้วคือดาร์กแฟนตาซีที่โคตรทรงพลัง
เราเล่นเป็น “Unkindled” นักรบไร้เปลวไฟที่ต้องตื่นจากความตาย เพื่อไปตามหาพวก Lords of Cinder ให้กลับมานั่งบนบัลลังก์ หรือไม่ก็…เลือกทางอื่นที่เป็นการจบยุคของเปลวไฟไปเลย (ขึ้นกับเราด้วย)
จุดที่ทำให้มันยังน่าเล่นในยุคนี้คือ
- ระบบต่อสู้ที่ “เก่าแล้วแต่ยังโคตรดี”
- ความรู้สึกเวลาชนะบอสยาก ๆ ยังมันไม่แพ้เกมใหม่ ๆ
- คอมมูนิตี้ยังมีคนเล่น–คนคุย–คนทำคลิปสอนเต็มไปหมด
ใครไม่เคยแตะซีรีส์ Souls มาก่อน การเริ่มที่ภาค 3 ถือว่าโอเคมาก เป็นจุดกึ่งกลางที่ทั้งทันสมัยและยังมีกลิ่นโซลส์คลาสสิกครบถ้วน
โทนเรื่องและโลกดาร์กแฟนตาซีของ Dark Souls 3
โลกของ Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน ไม่ได้เล่าแบบ “ตัดคัตซีนทุกห้านาทีแล้วเล่าให้ฟังหมด” แต่ใช้วิธี
- ใส่ lore ไว้ในคำบรรยายอาวุธ เกราะ ไอเทม
- ใช้ฉาก สิ่งก่อสร้าง ซากปรักหักพัง เป็นตัวเล่าประวัติศาสตร์
- ปล่อยให้ NPC พูดกำกวม ๆ แล้วให้เราไป拼ภาพต่อเอง
เราจะอยู่ในอาณาจักร Lothric – โลกที่ยุคแห่งไฟกำลังจะจบ
- เปลวไฟแรกเริ่มใกล้ดับ
- เหล่า Lords of Cinder ที่เคยสละตนเองผูกพันกับไฟ กลับปฏิเสธที่จะกลับมานั่งบนบัลลังก์
- สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอยู่ในสภาพ “เละ ๆ เทะ ๆ” ระหว่างความเป็นคน–ปีศาจ–เถ้าถ่าน
โทนเรื่องเลยเป็นประมาณว่า
โลกมันจะดับก็ช่างมันเถอะ แต่เราจะเลือกทำอะไรในวินาทีสุดท้ายของยุคนี้
ดาร์ก แต่สวย ดิบ แต่มีความโรแมนติกแปลก ๆ ในแบบโซลส์
โครงสร้างเกมเพลย์: ตาย–เรียนรู้–เก่งขึ้น
Dark Souls 3 ใช้สูตร “โซลส์คลาสสิก” ที่แฟน ๆ คุ้นเคย
- เราออกเดินทางจากบอนไฟ (จุดเซฟ)
- สู้ศัตรูในทาง เดินผ่านกับดัก กระโดดหลบหลุม
- ถ้าตาย → ฟื้นที่บอนไฟล่าสุด และ ศัตรูส่วนใหญ่รีเซ็ต
- โซล (ค่าเงิน + ค่า EXP) จะดรอปอยู่ตรงที่เราตาย ถ้ากลับไปเก็บทันก่อนตายรอบใหม่ก็ยังได้คืน ถ้าตายก่อนถึง → หายถาวร
มันคือเกมที่ “ลงโทษความมักง่าย” อย่างสุภาพ
- รีบวิ่ง–ไม่ดูทาง → ตกเหว
- โลภตีเพิ่มอีก 1 ฮิตทั้งที่สภาพไม่อำนวย → โดนบอสสวนตาย
- ไม่เคยจำแพทเทิร์นศัตรู → เดินไปโดนท่าซ้ำเดิมตายรอบที่สิบ
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราค่อย ๆ เรียนรู้ทีละจุด ปรับจังหวะ ถูกลง ถูกกัน ถูกหลบ เราจะรู้สึกได้เลยว่าตัวเอง “เก่งขึ้นจริง ๆ” ไม่ใช่แค่ตัวเลขเลเวลเพิ่มเฉย ๆ
ระบบต่อสู้: ดาบ โล่ กลิ้งหลบ และจังหวะคือทุกอย่าง
หัวใจใหญ่ของ Dark Souls 3 คือคอมแบตที่ทั้งหนักแน่นและมีจังหวะ
การโจมตีและหลบ
พื้นฐานคือ
- R1 / RB: โจมตีเร็ว
- R2 / RT: โจมตีหนัก ช้าแต่แรง
- Roll: กลิ้งหลบ – ถ้า time ได้ดีจะ i-frames หลบทุกดาเมจ
- Block: ใช้โล่กันดาเมจ (แต่กินสแตมินา)
ใครพยายาม “ยืนแลกหน้าแลก” แบบเกมแอ็กชันบางเกมจะเจอว่าที่นี่ไม่ใช่บ้าน…ที่นี่มันโหด 😂 ต้องค่อย ๆ ดูท่า หาจังหวะเข้า–ออก ไม่โลภ
สแตมินา: แท่งเขียวที่คุมทุกอย่าง
การโจมตี หลบ วิ่ง ป้องกัน ใช้สแตมินาทั้งหมด
- ถ้ากดตีรัวจนแท่งเขียวหมด → ไม่มีแรงกลิ้งหนี → ตาย
- ถ้าใช้โล่กันทุกดอกจนสแตมินา 0 → เกจแตก โดนตีทะลุโล่
เลยต้องคิดทุกจังหวะว่าจะแบ่งสแตมินาไปทำอะไร ยังไงให้เหลือเผื่อหนีเสมอ
Weapon Arts (Skills)
Dark Souls 3 เพิ่มระบบ Weapon Art – ท่าพิเศษของอาวุธแต่ละชนิด
- บางอันเป็นท่าฟันคอมโบหนัก
- บางอันเป็นท่าบัฟตัวเอง
- บางอันเป็นท่าทะลวงโล่ ฯลฯ
ใช้ FP (เกจสีน้ำเงิน) ในการกด ทำให้คอมแบตมีสีสันมากขึ้น ไม่ได้มีแค่ตีเร็ว–ตีหนัก
คลาสเริ่มต้นและสายเล่นยอดนิยม
ตอนเริ่มเกม เราต้องเลือก “คลาส” ที่กำหนดสเตตัสเริ่มต้นกับของติดตัว แต่พอเล่นไปเลเวลสูง ๆ คลาสไม่ได้ล็อกเราแน่นมาก แค่เป็นจุดเริ่มต้น
ตัวอย่างสายยอดนิยม
Knight – สายดาบโล่ เล่นง่ายสุดสำหรับมือใหม่
- สเตตัสสมดุล ถึกพอประมาณ
- มีเกราะกับโล่ดีพอตัวตั้งแต่ต้น
- สายนี้เหมาะกับคนอยากถือดาบ + โล่ เดินอย่างมั่นคง ค่อย ๆ เรียนรู้เกมเพลย์
Warrior / Mercenary – สาย STR / DEX เน้นตีแรง–ตีไว
- Warrior เน้น STR ดาบใหญ่ ขวานใหญ่ ค้อนยักษ์
- Mercenary เน้น DEX ดาบคู่ ดาบเบา ฟันรัว ใครชอบเต้นรอบบอสจะถูกใจ
Sorcerer / Pyromancer / Cleric – สายเวท
- Sorcerer – เวทพลังเวทย์ (Magic) ยิงไกลแรง
- Pyromancer – เวทไฟสุดดิบ ดาเมจแรงแต่เสี่ยงเข้าใกล้
- Cleric – เวทศักดิ์สิทธิ์ / ฮีล
สายเวทจะเล่นสบายขึ้นเมื่อเข้าใจระยะ–ตำแหน่ง แต่ช่วงต้น ๆ จะเปราะบางกว่าสายดาบ
Deprived – สาย “มึงเก่งจริงใช่ไหม”
เริ่มเลเวล 1 ใส่ผ้าขี้ริ้ว ถือกระบอง… สำหรับคนอยากเล่นโหมดยากตั้งแต่เกิด ใครเพิ่งเล่นครั้งแรกอย่าเพิ่งใจร้อนเลือกคลาสนี้ เดี๋ยวร้องไห้ก่อนถึงบอสตัวแรก 😂
ระบบเลเวล สเตตัส และการอัปเกรดอาวุธ
ใน Dark Souls 3 เราอัปเกรดยังไงให้ตัวละครโหดขึ้น?
การอัปเลเวล
ใช้ “โซล” ที่เก็บมาจากการฆ่าศัตรู
สเตตัสหลัก ๆ เช่น
- Vigor – เพิ่ม HP
- Endurance – เพิ่มสแตมินา
- Vitality – เพิ่มน้ำหนักที่ใส่ได้
- Strength – บัฟอาวุธสาย STR
- Dexterity – บัฟอาวุธสาย DEX
- Intelligence / Faith – สำหรับสายเวทต่าง ๆ
การอัปสเตตัสมี “soft cap” คือถึงจุดหนึ่งแล้วอัปต่อก็ได้จริง แต่ได้ return น้อยลง ต้องวางแผนให้ดี
การอัปเกรดอาวุธ
ใช้แร่ต่าง ๆ เช่น Titanite Shard, Large Titanite, Chunk, Slab
- อาวุธที่อัปเกรดดี ๆ จะทำดาเมจพุ่งขึ้นจนรู้สึกได้
- บางทีการอัปเกรดอาวุธสัก 2–3 ขั้น ช่วยให้เล่นง่ายขึ้นมากกว่าการอัปเลเวลตัว 5–10 เลเวล
เลยมีคำพูดในคอมมูนิตี้ว่า
“เลเวลมึงไม่เก่งเท่าดาบมึงหรอก อัปดาบก่อนเพื่อน”
การออกแบบเลเวล: จากกำแพงเมืองไฟ ถึงปราสาทบนเถ้าถ่าน
สิ่งที่ทำให้หลายคนหลงรักภาค 3 คือการออกแบบพื้นที่แต่ละโซนที่ทั้งสวยและกดดัน
- High Wall of Lothric – กำแพงเมืองเริ่มเกมที่เต็มไปด้วยทหารกลายร่างจากเปลวไฟ
- Undead Settlement – หมู่บ้านกึ่งลัทธิประหลาด บรรยากาศหลอน ๆ เหมือนหนังสยองขวัญ
- Cathedral of the Deep – โบสถ์ยักษ์เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดเดินสวดมนต์
- Irithyll of the Boreal Valley – เมืองหิมะกลางคืน แสงจันทร์สวยจัด ดนตรีขนลุก
- Lothric Castle – ปราสาทปลายทางที่ทุกอย่างเริ่มพังทลาย เปลวไฟ ท้องฟ้า เถ้าถ่านผสมกัน
แต่ละโซนมีดีไซน์ที่ทำให้เรา “จำได้” จริง ไม่ใช่แค่ด่านที่ผ่านแล้วผ่านไป
บอสไฟต์: ไฮไลต์สุดโหดของเกม
พูดถึง Dark Souls 3 แล้วไม่พูดถึงบอสไม่ได้
บอสภาคนี้ขึ้นชื่อเรื่อง
- แพทเทิร์นสวย เท่ มีหลายเฟส
- เพลงประกอบสุดอลัง เครียดแต่ขนลุก
- การดีไซน์ทั้งรูปร่างและ story ของบอสแต่ละตัว
ยกตัวอย่างแบบไม่สปอยล์จัด ๆ
- บอสที่เดินช้า ๆ แต่เมื่อเข้าครึ่งหลังจู่ ๆ กลายเป็นโหมด “โคตรว่องไว”
- บอสที่มีความสัมพันธ์กับตัวละครในภาคก่อน ถ้าเคยเล่นจะรู้สึกจุกใจเป็นพิเศษ
- บอสบางตัวที่ถ้าอ่าน lore ดี ๆ จะรู้ว่าเขาไม่ได้เลวทั้งหมด แค่ผูกติดกับยุคแห่งไฟเกินไป
ทุกครั้งที่เราชนะบอสยาก ๆ ได้ หลังจากตายมา 10–20 ครั้ง จะมีฟีลว่า
“นี่ไม่ใช่แค่ผ่านเกม แต่มันคือพิธีจบการศึกษาวิชาทนความหัวร้อนขั้นสูง”
ตารางสรุปจุดเด่นของ Dark Souls 3
| หัวข้อ | จุดเด่นแบบย่อ ๆ |
|---|---|
| เกมเพลย์ | แอ็กชันเร็ว แต่ยังมีน้ำหนัก ต้องใช้จังหวะและสแตมินาให้เป็น |
| ความยาก | โหด แต่แฟร์ ตายแล้วรู้ว่าตายเพราะเราเอง |
| ระบบเลเวล/อาวุธ | อิสระ เลือกสายเล่นได้หลากหลาย อัปดาบดี = ชีวิตง่ายขึ้นมาก |
| บรรยากาศ | ดาร์กแฟนตาซี อารมณ์ยุคใกล้จบโลก เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและเปลวไฟ |
| การเล่าเรื่อง | ใช้ lore ผ่านไอเทม/ฉาก ให้เราปะติดปะต่อเอง |
| บอส | ดีไซน์ดุ เพลงดี ความรู้สึกเวลาโค่นได้คือพีคสุด |
| ความคุ้มค่า | เนื้อหลัก + DLC = ชั่วโมงเล่นระดับหลายสิบ–ร้อยชั่วโมง |
Dark Souls 3 เหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใคร
เหมาะกับ
- คนที่ชอบความท้าทาย ไม่กลัวตายบ่อย
- คนที่ชอบเกมดาร์กแฟนตาซี บรรยากาศหม่น ๆ แต่สวย
- คนที่รักการ “อ่านแพทเทิร์น” ทั้งบอส ทั้งศัตรู
- คนที่ชอบเกมที่ไม่อุ้ม แต่ให้เราพิสูจน์ฝีมือตัวเอง
ไม่ค่อยเหมาะกับ
- คนที่อยากเล่นเอาชิล ๆ นั่งสูดวิว ยิงมอนเบา ๆ
- คนที่ใจร้อน หัวร้อนง่าย พอโดนตีสามทีแล้วปาเมาส์ทิ้ง
- คนที่ไม่ชอบอ่านอะไรเพิ่ม ไม่ชอบค้นหา lore เองเลย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเข้าไปเล่นด้วย mindset ว่า
“เกมนี้ไม่ได้วัดว่าเราเทพแค่ไหน แต่วัดว่าเรายอมเรียนรู้แค่ไหน”
ต่อให้ปกติไม่ใช่สายเกมโหด ก็มีสิทธิ์เล่นจนติดใจได้เหมือนกัน
Tips มือใหม่เริ่มเล่น Dark Souls 3
เลือก Knight ถ้าไม่รู้จะเริ่มอะไร
Knight เป็นคลาสที่ให้อุปกรณ์ดีสุดสมดุล เหมาะกับมือใหม่
- เกราะไม่ก๊องแก๊ง
- โล่กันดาเมจฟูลบล็อกได้หลายอัน
- สเตตัสไม่แปลก เล่นต่อยอดสาย STR/DEX ก็ได้
อย่าโลภตี
กฎทองของเกมนี้คือ
“ตีเท่าที่ปลอดภัย ไม่ใช่เท่าที่อยากตี”
เห็นเลือดบอสเหลือ 5% อย่าเผลอคิดว่า “อีกหนึ่งฮิตเอง” แล้วกดรัวจนสแตมินาหมด แล้วโดนสวนตาย เหตุการณ์นี้เกิดกับทุกคนอย่างน้อย 20 รอบ 😅
สังเกตแพทเทิร์นก่อนค่อยบวกจริง
เวลาเจอศัตรูหรือบอสใหม่ ๆ
- รอบแรก ๆ ให้เล่นแบบ “สำรวจ” ดูท่า ดูจังหวะ
- อย่าโฟกัสแค่ดาเมจที่เราทำ ให้โฟกัสว่า “เขามีท่าอะไรบ้าง”
รู้เขา–รู้เรา ดีกว่ากดตีแบบลูกหมาแตกตื่น
อัปเกรดอาวุธก่อนกดเลเวลรัว ๆ
อาวุธ +2 +3 +4 ให้ผลต่างในดาเมจเยอะมาก
- พยายามฟาร์มแร่เท่าที่ทำได้
- เลือกอาวุธหลักสักชิ้นที่ชอบ แล้วเทแร่ใส่มันก่อน
จะรู้สึกเลยว่าเกมง่ายขึ้นระดับหนึ่งโดยไม่ต้องฟาร์มเลเวลนาน ๆ
ใช้บอนไฟเป็นเพื่อนรัก
บอนไฟคือ
- จุดเซฟ
- จุด warp ไป–กลับ
- จุดพักเติม Estus
อย่าลืมหา–เปิดบอนไฟให้ครบในแต่ละโซน เวลาตายจะได้ไม่ต้องวิ่งทางไกลเกินเหตุ
Dark Souls 3 กับความรู้สึกของคน “ชอบลุ้น”
จริง ๆ แล้วการเล่น Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน ก็เหมือนการ “ลุ้นแบบมีข้อมูล” อย่างหนึ่ง
- ก่อนเข้าไปห้องบอส → เรารู้ว่าตายได้ แต่ก็รู้ pattern มาบ้างแล้ว
- ก่อนเดินเข้าห้องมืด → เรารู้ว่ามีโอกาสโดนซุ่ม แต่ก็เตรียมไฟฉาย/พกไอเทมกันไว้แล้ว
- ก่อนอัปสเตตัส → เรารู้ว่าทุ่ม STR หมดก็แรง แต่บางทีโดนตีทีเดียวตาย ก็ต้องเลือกบาลานซ์ให้ดี
ฟีลมันใกล้กับคนที่เวลาอยากไปลุ้นอะไรในโลกจริง เช่น ลุ้นผลบอล หรือดูตลาดกีฬา–คาสิโนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง สมัคร UFABET คือ ไม่ใช่เดินเข้าไปแบบไม่คิดอะไร แต่ต้องมี
- ข้อมูลพื้นฐาน
- แผนรับมือ
- ลิมิตที่ชัดเจนว่า “พอแค่นี้”
ต่างกันตรงที่ ตายใน Dark Souls 3 เรายังแค่เสียโซลในเกม แต่ถ้าพลาดเรื่องเงินจริง ๆ เวลาจะกู้คืนมันลำบากกว่าเยอะ เพราะงั้น ไม่ว่าจะเป็นการลุ้นในเกมหรือนอกเกม เราก็ควรเล่นในระดับที่ทำให้ชีวิตสนุกขึ้น ไม่ใช่เครียดขึ้นแบบบอส Final Phase 😅
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dark Souls 3
Q: ไม่เคยเล่นเกมโซลส์มาก่อน เริ่มที่ Dark Souls 3 เลยโอเคไหม?
A: โอเคเลย ภาค 3 ถือเป็นภาคที่ “เป็นมิตร” ขึ้นระดับหนึ่ง ทั้งเรื่องความลื่นของเกมเพลย์และดีไซน์บอนไฟ แม้จะยังโหดอยู่ แต่ถ้าใจเย็น เรียนรู้ทีละขั้น มือใหม่ก็ไหว
Q: ต้องเป็นคนที่ “เก่งเกมแอ็กชัน” มาก่อนหรือเปล่าถึงจะเล่นได้?
A: ไม่จำเป็น สิ่งที่เกมต้องการคือความอดทนและ willingness ที่จะเรียนรู้มากกว่ามือไว ใครไม่เก่งแอ็กชันแต่ขยันสังเกตแพทเทิร์น ก็เล่นจบได้เหมือนกัน
Q: เกมนี้มีโหมด Easy ไหม?
A: ไม่มีโหมด Easy แบบตัวเลข แต่เราปรับความ “ง่าย” ให้ตัวเองได้ด้วยการ
- เรียกเพื่อน/ผู้เล่นอื่นมาช่วย (Co-op)
- ฟาร์มเลเวล ฟาร์มเกราะดี ๆ
- เลือกสายเวทที่ยิงไกลลดความเสี่ยงเข้าใกล้บอส
Q: ถ้าภาษาอังกฤษไม่เก่ง จะเข้าใจเนื้อเรื่องมั้ย?
A: เนื้อเรื่องหลักพอจับทิศได้จากคัตซีน แต่ lore ลึก ๆ จะอยู่ในคำบรรยายไอเทม ถ้าไม่ถนัดภาษาอาจพลาดรายละเอียดไปบ้าง แต่ก็ยังสนุกกับคอมแบตและบรรยากาศได้เต็มที่
Q: ต้องเล่น Dark Souls 1–2 มาก่อนหรือเปล่า?
A: ไม่จำเป็น ภาค 3 มีความเชื่อมโยงกับภาคก่อนในเชิง lore แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เล่นไม่รู้เรื่อง ถ้าเล่นภาค 3 ก่อน แล้วค่อยไล่ไปภาคเก่า จะมีฟีล “อ๋อออ” ตอนเห็นที่มาบางอย่างด้วยซ้ำ
Q: เกมนี้เล่นคนเดียวสนุกไหม หรือต้องเล่นออนไลน์ตลอด?
A: เล่นคนเดียวได้เต็ม 100% ระบบออนไลน์เป็นแค่ตัวช่วยเสริม เช่น เรียกคนมาช่วยบอส หรือโดนผู้เล่นอื่นบุกรุกรัง (PvP) ถ้าอยากเล่นลุยเดี่ยวล้วน ๆ ก็ปิดออนไลน์ได้
Q: ใช้จอยหรือคีย์บอร์ดเมาส์ดีกว่า?
A: ส่วนใหญ่จะเชียร์จอย เพราะการควบคุม การกลิ้งหลบ และการล็อกเป้าไหลลื่นกว่า แต่ถ้าใครชินคีย์บอร์ด–เมาส์มากจริง ๆ ก็เล่นได้ แค่ต้องปรับปุ่มให้เข้ามือหน่อย
สรุป: ทำไม Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน ถึงควรลองสักครั้ง
สุดท้ายแล้ว ถ้าถามว่าทำไม Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน ถึงยังถูกพูดถึงไม่จบไม่สิ้น ทั้งที่ผ่านมาหลายปี คำตอบมันอยู่ตรงความรู้สึกที่เกมให้เราตลอดทาง
- ความอึดอัดตอนเดินผ่านประตูหมอกครั้งแรก
- ความหัวร้อนตอนโดนมอนตัวเดิมฆ่ารอบที่สิบ
- ความโล่ง–ดีใจ–โคตรภูมิใจ ตอนบอสที่เคยคิดว่า “ไม่มีวันชนะได้” ล้มลงต่อหน้าเรา
เกมนี้ไม่ได้ให้แค่ EXP หรือของแรร์ แต่มันให้บทเรียนเล็ก ๆ ว่า “ความพลาดครั้งที่ 20 อาจเป็นบันไดของชัยชนะครั้งที่ 21” ถ้าเราไม่ยอมวางจอยทิ้งไปซะก่อน
ในโลกจริงก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเราสู้กับงาน สู้กับปัญหาชีวิต หรือแม้แต่ตอนที่บางคนเลือกจะไปลุ้นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านแพลตฟอร์มบันเทิงออนไลน์อย่าง ยูฟ่าเบท สิ่งที่เราควรพกติดตัวเสมอคือการ “รู้ตัวเอง” รู้ลิมิต รู้ว่าตอนไหนควรสู้ต่อ ตอนไหนควรวาง แล้วกลับมาตั้งหลักใหม่
ถ้าวันหนึ่งคุณรู้สึกว่าอยากลองเกมที่ไม่ได้เอาใจเรา แต่เชื่อในศักยภาพเรามากกว่าที่เราคิดเอง ลองให้โอกาสตัวเองเล่น Dark Souls 3 เกมโซลส์สุดโหดแต่โคตรมัน สักรอบ อาจจะมีคำว่า “You Died” เต็มจอไปหมดในช่วงแรก แต่เชื่อเถอะ…วันที่คุณยืนอยู่หน้าบอนไฟสุดท้าย คุณจะยิ้มให้ทุกความตายที่ผ่านมาแบบภูมิใจจริง ๆ 🔥🗡️🛡️